วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Microsoft Access

Microsoft Access


        Microsoft Access เป็นโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational DataBase Management System : RDBMS) ที่ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูล การสอบถาม การค้นหา การดูแลรักษา (เพิ่ม,ลบ,แก้ไขข้อมูล) การวิเคราะห์และการนาเสนอข้อมูล รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ทาได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง

ฐานข้อมูล (Database)
        วิธีการจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระเบียบ และเป็นระบบ โดยใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นตัวช่วย สามารถเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล สืบค้นข้อมูล แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว
        ตัวอย่าง ระบบฐานข้อมูลที่เห็นได้ทั่วไป คือ ระบบการขายสินค้าในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซึงจะมีการจัดเก็บสินค้าแยกเป็นหมวดหมู่ มีการกาหนดรหัสสินค้า และมีการกาหนดราคา และส่วนลดอย่างชัดเจน ในขณะที่เราซื้อสินค้าก็จะมีพนักงานขายที่ใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ดเพื่อจะทราบชื่อสินค้าและราคารวมทั้งคิดเงินได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ตัวอย่างฐานข้อมูล
        สมุดโทรศัพท์ซึ่งแสดงรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์โดยเรียงลาดับตามชื่อและนามสกุล จาก ก-ฮ วิธีค้นหาเบอร์โทรศัพท์ก็คือ ต้องเริ่มต้นที่อักษรตัวแรกของชื่อที่ต้องการแล้วหาไปจนพบชื่อนั้น ถ้ามีชื่อซ้ากันก็ต้องไปหาที่นามสกุลต่อไปอีกจนกว่าจะได้ชื่อและนามสกุลที่ต้องการ ในทางกลับกันถ้าจะค้นหาชื่อจากเบอร์โทรศัพท์หรือนามสกุล หรือจากที่อยู่ ถ้าค้นหาด้วยมือ อาจต้องหาจากสมุดโทรศัพท์ทั้งเล่มซึ่งใช้เวลานานมาก แต่ถ้านาโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลมาช่วยจัดเก็บข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้คุณสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การบารุงรักษาฐานข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม ลบ หรือแก้ไขข้อมูล จะทาได้ง่ายขึ้นด้วย

โครงสร้างฐานข้อมูล Access
        ไฟล์ฐานข้อมูลของ Access จะเป็นชิ้นงานหรือออบเจ็คฐานข้อมูล (database object) ซึ่งผู้ใช้สร้างขึ้นทั้งหมดและจะถูกเก็บรวมกันไว้ในไฟล์ฐานข้อมูล .accdb ทาให้การเรียกใช้หรือแก้ไขทาได้ง่าย สาหรับออบเจ็คฐานข้อมูลจะมีทั้งหมด 6 ประเภท
1)Table
2)Query
3)Form
4)Report
5)Macro
6)Module 

          Table
        เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูลจริง โดยคุณสามารถทางานร่วมกับ Table ผ่านตารางข้อมูลที่เรียกว่า Datasheet เช่น การ Insert, Update, Delete โดยใน 1 Table จะต้องเก็บข้อมูลที่เป็นหนึ่งความสัมพันธ์เท่านั้นหรือเรื่องเดียวเท่านั้น เช่น
       - Table Employee
       - ชื่อ
       - นามสกุล
       - แผนก
       - วันที่เข้าทางาน
       - ที่อยู่
       ซึ่งในฐานข้อมูลจะต้องมี Table อย่างน้อย 1 Table เสมอ เนื่องจาก Table เป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลจริง จึงเป็นออบเจ็คที่มีความสาคัญสูงสุด เพราะจะถูกนาไปใช้เป็นแหล่งข้อมูลของออบเจ็คอื่นๆ เช่น Form และ Report ด้วย

          Query  
        เป็นออบเจ็คที่ช่วยให้คุณสามารถทางานในลักษณะของการสืบค้น จัดการ (Insert, Update, Delete) และประมวลผลข้อมูลจาก Table หรือจาก Query ด้วยกันเอง แล้วแสดงผลลัพธ์แบบตาราง ซึ่งข้อมูลนี้อาจดึงมาทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนจาก 1 Table หรือจากหลายๆ Table พร้อมกันได้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กาหนดไว้ นอกจากนี้คุณยังนา Query มาเป็นแหล่งข้อมูลของ Form และ Report ได้เช่นเดียวกับ Table

          Form
        เป็นออบเจ็คที่ใช้จัดการข้อมูลบนจอภาพ และสร้างส่วนติดต่อกับผู้ใช้ได้อย่างมืออาชีพ โดยนาองค์ประกอบที่เรียกว่า คอนโทรล ( control ) เช่น ปุ่มคาสั่ง รูปภาพ และอื่นๆ มาประกอบกันเป็นรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ เพื่อช่วยให้การทางานร่วมกับข้อมูลมีความถูกต้อง ปลอดภัย และตรงกับวัตถุประสงค์มากที่สุด เช่น สามารถกาหนดรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบการทางานให้กับผู้ใช้แต่ละคน การนำ Form มาสร้างเมนูเพื่อให้ผู้ใช้เข้าทางานในส่วนที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

          Report
      เป็นออบเจ็คที่นำเสนอข้อมูลในรูปของเอกสารรายงาน โดยคุณสามารถกาหนดรูปแบบให้ตรงกับความต้องการได้หลายวิธี เช่น เลือกใช้รายงานสาเร็จรูปของ Access 2010 ที่แก้ไขปรับปรุงได้จนกว่าจะพอใจ หรือจะออกแบบและสร้างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ โดยนาคอลโทรลต่างๆมาประกอบกันเป็นรูปแบบที่ต้องการได้ เช่นเดียวกับ Form สามารถแสดง Report บนจอภาพก่อนสั่งพิมพ์ลงกระดาษ ลักษณะเฉพาะของ Report ที่ต่างจาก Form ก็คือใช้สาหรับการรายงานผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะใช้เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ในแหล่งข้อมูลของ Report นั้นไม่ได้

          Macro
      เป็นออบเจ็คที่เก็บรวบรวมชุดคาสั่งหรือการกระทาต่างๆตามแต่ผู้ใช้จะกาหนด โดยคาสั่งเหล่านี้จะถูกจัดลาดับหรือจัดกลุ่มตามลาดับขั้นตอนในการทางานที่เกี่ยวข้องกับออบเจ็คในฐานข้อมูลนั้น โดยผู้ใช้สามารถเก็บบันทึกชุดคาสั่งทั้งหมดที่จะต้องใช้สาหรับการทางานนั้นๆไว้ในฐานข้อมูล เมื่อจะต้องทางานนั้นอีกในภายหลัง ก็สั่งรัน Macro ให้ทางานแทนคุณได้ เหมือนการทางานของ Macro ใน Word และ Excel ข้อดีของ Macro คือ ช่วยให้การทางานสะดวกขึ้น เนื่องจากผู้ใช้ไม่ต้องสั่งให้ Access ทางานทีละคาสั่งซ้าๆกันด้วยตัวเองทุกครั้ง

          Module
      เป็นออบเจ็คที่ใช้สร้างและเก็บโปรแกรมย่อยที่เขียนด้วยภาษา VBA( Visual Basic for Application) ซึ่งจะช่วยให้คุณทางานที่มีความซับซ้อนมากๆ ซึ่งไม่สามารถนา Macro มาช่วยได้ เช่น การตรวจจับข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประมวลผล ( Error Trapping) VBA เป็นภาษามาตราฐานที่เสริมการทางานของโปรแกรมในชุด Microsoft Office เช่น Word, Excel และ Access มีรูปแบบภาษาและการใช้งานเช่นเดียวกับภาษาและการใช้งานเช่นเดียวกับภาษา Visual Basic ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้พัฒนาโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาษาหนึ่ง

ความสำคัญของฐานข้อมูล
        ในยุคแรกที่นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ประมวลผลข้อมูลนั้ นโครงสร้างการ จัดเก็บข้อมูลในเครื่องยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดเก็บข้อมูลในกระดาษ คือ ข้อมูลแต่ละประเภทจะถูกเก็บแยกกันในลักษณะของไฟล์หรือแฟ้มข้อมูล โดยแต่ละแผนกหรือหน่วยงานจะเก็บข้อมูลและมีโปรแกรมของตนเองที่ใช้ดึง ข้อมูลจากไฟล์ต่างๆมาประมวลผล

        แผนภาพแสดงระบบการจัดเก็บข้อมูลของบริษัทแห่งหนึ่ง จะเห็นว่าแต่ละแผนกเก็บข้อมูลของตัวเองไว้ในไฟล์ที่แยกจากกัน
        ผลคือ ทาให้มีข้อมูลบางส่วนซ้าซ้อนกัน ตัวอย่างเช่น ไฟล์ข้อมูลพนักงาน ของแผนกบุคคล จะเก็บข้อมูลของพนักงานทุกคนในบริษัทจึงมีข้อมูลของพนักงานขายอยู่ด้วย ทาให้ซ้ากับข้อมูลในไฟล์ข้อมูลพนักงานของแผนการตลาด เป็นต้น โดยแต่ละแผนกจะดึงข้อมูลจากไฟล์มาประมวลผลและออกรายงานโดยใช้โปรแกรมของตนเอง
 
ข้อดีของการนำระบบแบบตัวอย่างข้างต้น คือ
- แต่ละแผนกสามารถเขียนโปรแกรมประมวลผลข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการได้อย่างอิสระ
- การดึงข้อมูลมาใช้ทาได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากต่างคนต่างเก็บ
- ลดต้นทุนในส่วนของการวางระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากข้อมูลที่เก็บเป็นข้อมูลที่ใช้งานในฝ่ายเท่านั้น จึงไม่มีความซับซ้อนจนต้องใช้ระบบการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

ข้อเสียของการนำระบบแบบตัวอย่างข้างต้น คือ
- เกิดความซ้าซ้อนของข้อมูล (Redundancy) ซึ่งจะนาไปสู่ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล (Data Inconsistency) ในภายหลังได้ ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลในไฟล์หนึ่ง แต่ไม่ได้แก้ไขข้อมูลนั้นในไฟล์อื่นๆด้วย
- เกิดความไม่เป็นอิสระของข้อมูล (Data Dependency) เพราะโปรแกรมที่ใช้ในแต่ละแผนกจะผูกพันกับโครงสร้างการจัดเก็บและวิธีเรียกใช้ข้อมูล ถ้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูล โปรแกรมทุกโปรแกรมที่เรียกใช้ไฟล์ข้อมูลนั้นจะต้องถูกแก้ไขด้วย ซึ่งอาจเกิดข้อผิดพลาดได้
 


 






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น