วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฐานข้อมูล


ฐานข้อมูล


ฐานข้อมูล (Database)
          หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็น ฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่นกัน เช่น ในสำนักงานก็รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่มาติดต่อจนถึงการเก็บเอกสารทุกอย่างของสำนักงาน  

ระบบฐานข้อมูล (Database System)
          
หมายถึง หมายถึงโครงสร้างสารสนเทศที่ประกอบด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันที่จะนำมาใช้ในระบบต่างๆ ร่วมกันระบบฐานข้อมูล จึงนับว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบซึ่งผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้งการเพิ่ม การแก้ไข การลบ ตลอดจนการเรียกดูข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์นำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการฐานข้อมูล

รูปแบบของระบบฐานข้อมูล
          รูปแบบของระบบฐานข้อมูล มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ
1. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตาราง (Table) มีความความสัมพันธ์กัน (Relation) มีลักษณะเป็น 2 มิติ คือ เป็นแถว (row) และเป็นคอลัมน์ (column) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะเชื่อมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ (attribute) หรือ คอลัมน์ที่เหมือนกันทั้งสองตารางเป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูลฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นี้จะเป็นรูปแบบของฐานข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ดังตัวอย่าง

2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะเป็นการรวมระเบียนต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนแต่จะต่างกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์คือ ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะแฝงความสัมพันธ์เอาไว้โดยระเบียนที่มีความสัมพันธ์กันจะต้องมีค่าของข้อมูลในแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งเหมือนกัน แต่ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะแสดงความสัมพันธ์อย่างชัดเจน
3. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database)
ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเป็นโครงสร้างที่จัดเก็บข้อมูล
ในลักษณะความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูก (Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรือเป็นโครงสร้างรูปแบบต้นไม้ (Tree) ข้อมูลที่จัดเก็บในที่นี้ คือ ระเบียน (Record) ซึ่งประกอบด้วยค่าของเขตข้อมูล (Field) ของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ


ระบบฐานข้อมูลประกอบส่วนประกอบหลัก4 ส่วนได้แก่
1. ข้อมูล (Data)ข้อมูลในฐานข้อมูลจะต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ
  • เบ็ดเสร็จ (Integrate)ฐานข้อมูลเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มต่างๆ ไว้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อลดข้อมูลซ้ำซ้อนระหว่างแฟ้ม
  • ใช้ร่วมกันได้ (Share)ข้อมูลแต่ละชิ้นในฐานข้อมูลสามารถนำมาแบ่งใช้กันได้ระหว่างผู้ใช้ต่างๆ ในระบบ
2. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ประกอบด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูลเช่นจานแม่เหล็ก , I/O device , Device controller , I/O channels , หน่วยประมวลผลและหน่วยความจำหลัก
3. ซอฟต์แวร์ (Sorftware)ตัวกลางเชื่อมระหว่างฐานข้อมูลและผู้ใช้คือ DBMS เป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญที่สุดของระบบฐานข้อมูลนอกจากนี้ยังมี Utility , Application Develoment tool , Desisn aids , Report writers , ect.
4. ผู้ใช้ (Users) มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
  • Application Programmer เขียนโปรแกรมประยุกต์
  • End Users ผู้ใช้ที่อยู่กับ Online terminal เข้าถึงข้อมูลโดยผ่านโปรแกรมประยุกต์หรือผ่านภาษาเรียกค้น (Query Language)
  • Data Addministrator& Database Administrator
DA ผู้บริหารอาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลใดในฐานข้อมูลก่อนและกำหนดนโยบายการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
DBA ผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพเป็นผู้สร้างฐานข้อมูลและนำมาใช้งานจริงโดยควบคุมทางด้านเทคนิคที่จำเป็นในการดำเนินนโยบายที่กำหนดโดย DA


โครงสร้างข้อมูล
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ก็ได้ข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำและเป็นปัจจุบัน เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์คะแนนของนักเรียน รายงาน บันทึก ฯลฯ
โครงสร้าง (Structure) คือ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม
โครงสร้างข้อมูล (
Data Structure) คือ การจัดเตรียมรูปแบบการเก็บข้อมูลในหน่วยความจำอย่างมีระเบียบแบบแผน
การแทนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง ตลอดจนกรรมวิธีการเข้าถึงข้อมูลในโครงสร้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
    1.  รหัส (Code)   คือ  สัญลักษณ์ใช้แทนข้อมูล โดยปกติใช้เลขฐานสองเป็นรหัส
                 2.  บิท (Bit : Binary Digit)  คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด  เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บในลักษณะของเลขฐานสอง คือ 0 และ
                3.  ไบต์ (Byte) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระ หรือตัวอักษร (Character)
                4.  อักขระ (Character)  คือ รูปแบบ หรือ สัญลักษณ์ที่ใช้แทนภาษาของมนุษย์ แบ่งได้ ดังนี้
                      4.1  ตัวอักษร (Font)ได้แก่ A-Z,ก-ฮ เป็นต้น
                      4.2  ตัวเลข (Number)  ได้แก่ 0-9 เป็นต้น
                      4.3  เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ (Symbol)ได้แก่ @, &, $  เป็นต้น
               5.  คำ (Word) คือ  กลุ่มของอักขระรวมกันเป็นความหมาย
               6.  เขตข้อมูล (Field) คือ ข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากไบต์หรือตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป
                   มารวมกันแล้วได้ความหมายเป็นคำ เป็นข้อความหรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  เช่น  ชื่อบุคคล  ตำแหน่ง  อายุ  
               7.  ระเบียน (Record) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำเอาฟิลด์หรือเขตข้อมูลหลายๆเขตข้อมูลที่เกี่ยวข้องมารวมกัน
                     เพื่อเกิดเป็นรายการข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เช่น  ข้อมูลพนักงาน1 ระเบียน (1 คน)  จะประกอบด้วย
                    รหัสพนักงาน  ชื่อ-สกุล  ที่อยู่  ตำแหน่งเงินเดือน  เป็นต้น
               8.  แฟ้มข้อมูล (File) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลายระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกัน  เช่น  แฟ้มข้อมูล
                    พนักงาน  แฟ้มข้อมูลลูกค้า  แฟ้มข้อมูลสินค้า  เป็นต้น


ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System) : DBMS 
          หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น

ประเภทของ KEY
          1. Primary Key (คีย์หลัก)
1.                   เป็น Attribute ที่มีคุณสมบัติของข้อมูลที่เป็นค่าเอกลักษณ์หรือมีค่าที่ไม่ซ้ำกันคุณสมบัติดังกล่าวจะสามารถระบุว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลของ Tuple ใด เช่น รหัสพนักงานเลขที่ 3001 สามารถระบุได้ว่าเป็นของพนักงานชื่อดวงพร Attribute ที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักอาจประกอบด้วยหลาย Attribute รวมกันเรียกว่า Composite Key (คีย์ผสม)นอกจากนี้ใน Relation หนึ่งๆ อาจมี Attribute ที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักได้มากกว่าหนึ่งAttribute เรียก Attribute เหล่านี้ว่า Candidate Key (คีย์คู่แข่ง)ถ้า Attribute หนึ่งถูกกำหนดให้เป็นคีย์หลักอีก Attribute หนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักแต่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นคีย์หลักจะเรียกว่าคีย์สำรอง (Alternate Key)
          2. Foreign Key (คีย์นอก)
          เป็น Attribute ใน Relation หนึ่งที่ใช้อ้างอิงถึง Attribute เดียวกันนี้ในอีก Relation หนึ่ง โดยที่ Attribute นี้มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักใน Relation ที่ถูกอ้างอิง การมี Attribute นี้ปรากฏอยู่ในRelation ทั้งสองก็เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูล

ประโยชน์ของฐานข้อมูล
          ประโยชน์ของการนำข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาใช้งานร่วมกันเป็นฐานข้อมูลมีดังต่อไปนี้
          1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy)
          2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูล (Data Inconsistency)
          3. แต่ละหน่วยในองค์กรสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
          4. กำหนดรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถเข้าใจและสื่อสารถึงความหมายเดียวกัน
          5. กำหนดระดับความสามารถในการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนให้แตกต่างกันตามความรับผิดชอบ
          6. รักษาความถูกต้องของข้อมูลได้
          7. ตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูลในหลายรูปแบบ
          8. สามารถแก้ไขโครงสร้างข้อมูลได้อย่างอิสระ


คำศัพท์ในระบบฐานข้อมูล

 1. Bit
 หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด
        8 bits              =  1 byte (B)
   1024 bytes           =  1 Kilobyte (KB)
   1024 Kilobytes      =  1 Megabyte (MB)
   1024 Megabytes   =  1 Gigabyte (GB)
   1024 Gigabytes     =  1 Terabyte (TB)
 2. Byte
 หน่วยของข้อมูลเกิดจากการนำเอาบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระ (Character)
 3. Field
 ข้อมูลในแต่ละ คอลัมน์ของตารางที่ประกอบจากตัวอักขระ เช่น ชื่อ นามสกุล
 4. Record
 ข้อมูลในแต่ละแถวของตารางมารวมกันเป็นข้อมูลหนึ่งข้อมูล
 5. File
 เขตข้อมูลที่เกิดจากการเอา Record หลายๆ Record มารวมกันจนเป็นไฟล์ เช่น

 ไฟล์ข้อมูลนักเรียน ไฟล์ข้อมูลพนักงานในบริษัท เป็นต้น
 6. Entity
 สิ่งที่ผู้ใช้งานฐานข้อมูลต้องการจะจัดเก็บ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมคือสามารถมองเห็นได้ด้วยตา
 เช่น บุคคล สถานที่ สิ่งของ เป็นต้น หรืออยู่ในรูปของนามธรรมคือไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เช่น
 การลงทะเบียน การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อ
 ตัวอย่าง :ระบบการลงทะเบียน จะประกอบด้วย Entity รายวิชา, นักศึกษา, การลงทะเบียน,
 ผลการเรียนประจำเทอม, สาขาวิชา และคณะ เป็นต้น ดังนั้น Entity จึงมีความหมายเหมือนกับ
 แฟ้มข้อมูล (File) หรือตาราง (Table) ในโครงสร้างข้อมูล
 7. Attribute
 รายละเอียดของข้อมูลใน Entity เช่น Entity นักศึกษา ประกอบด้วย Attribute รหัสนักศึกษา ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่
 คณะ สาขาวิชา เป็นต้น หรือ Entity พนักงาน ประกอบด้วย Attribute รหัสพนักงาน ชื่อ-นามสกุล แผนก
 เงินเดือน ดังนั้น Attribute จึงมีความหมายเหมือนกับ เขตข้อมูล (Field) รายละเอียดของ Entity ที่ใช้อธิบายรายละเอียดของ Entity หนึ่งๆ เช่น
 - แอตติบิวส์เลขประจำตัวนักเรียน
  - แอตติบิวส์ชื่อนักเรียน
  - แอตติบิวส์ที่อยู่นักเรียน
 8. Relationships
 ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้นักศึกษาและเอนทิตี้คณะวิชา เป็นลักษณะว่านักศึกษา
 แต่ละคนเรียนอยู่คณะวิชาใดคณะวิชาหนึ่ง
 9. Data
 ข้อมูล ประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ
 10.Data Type
 ประเภทข้อมูล ที่ต้องกำหนดให้เหมาะสมในแต่ละชนิดของ Field Name
11. Database
 ฐานข้อมูล
12. Primary Key
 คีย์หลักที่กำหนดจากฟิลด์ที่ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อนในตารางเดียวกันโดยเด็ดขาด  และจะต้องมีค่าเสมอ  จะเป็นค่าว่างไม่ได้
 สามารถนำมาจัดเรียงลำดับและแยกแยะข้อมูลแต่ละรายการออกจากกันได้เป็นอย่างดี 





ความสำคัญของการประมวลผลแบบระบบฐานข้อมูล
จากการจัดเก็บข้อมูลรวมเป็นฐานข้อมูลจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
       การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนำข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล จะชาวยลดปัญหาการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้ำซ้อนได้เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูลซ้ำซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
       หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็จะทำให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกันอาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่ จึงก่อใให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น (Inconsistency)
3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
       ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆก็จะทำได้โดยง่าย
4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
       บางครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเช่นจากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อนจากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัวเลขหนึ่งโดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกันหากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งแก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วยในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น
5. สามารถกำหนดความป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้
       การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูลจะทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่างๆ ในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้ เช่นการกำหนดรูปแบบการเขียนวันที่ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน ทั้งนี้จะมีผู้ที่คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่าผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานต่างๆ
6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้
       ระบบความปลอดภัยในที่นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบผู้บริหารฐานข้อมูลจะสามารถกำหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะสม
7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล
       ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลโปรแกรมต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้งจึงอาจกระทำเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง


โปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้
        โปรแกรมฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่างๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บ การเรียกใช้ การปรับปรุงข้อมูล
        โปรแกรมฐานข้อมูล จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วซึ่งโปรแกรมฐานข้อมมูลที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น Access, FoxPro, Clipper, dBase, FoxBase, Oracle, SQL เป็นต้น โดยแต่ละโปรแกรมจะมีความสามารถต่างกันบางโปรแกรมใช้ง่ายแต่จะจำกัดขอบเขตการใช้งาน บ่งโปรแกรมใช้งานยากกว่าแต่จะมีความสามารถในการทำงานมากกว่า
        โปรแกรม Access นับเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่สามารถสร้างแบบฟอร์มที่ต้องการจะเรียกดูข้อมูลในฐานข้อมูล หลังจากบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้วจะสามารถค้นหาหรือเรียกดูข้อมูลจากเขตข้อมูลใดก็ได้ นอกจากนี้ Access ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยการกำหนดรหัสผ่านเพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลในระบบได้ด้วย
       โปรแกรม FoxPro เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เนื่องจากใช้ง่ายทั้งวิธีการเรียกจากเมนูของ FoxPro และประยุกต์โปรแกรมขึ้นใช้งาน โปรแกรมที่เขียนด้วย FoxPro จะสามารถใช้กลับ dBase คำสั่งและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ใน dBase จะสามารถใช้งานบน FoxPro ได้ นอกจากนี้ใน FoxPro ยังมีเครื่องมือช่วยในการเขียนโปรแกรม เช่นการสร้างรายงาน
      โปรแกรม dBase เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลชนิดหนึ่ง การใช้งานจะคล้ายกับโปรแกรม FoxPro ข้อมูลรายงานที่อยู่ในไฟล์บน dBase จะสามารถส่งไปประมวลผลในโปรแกรม Word Processor ได้ และแม้แต่ Excel ก็สามารถอ่านไฟล์ .DBF ที่สร้างขึ้นโดยโปรแกรม dBase ได้ด้วย
     โปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพการทำงานสูง สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่งโปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และเป็นภาษาหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันมากโดยทั่วไปโปรแกรมฐานข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น Oracle, DB2 ก็มักจะมีคำสั่ง SQL ที่ต่างจากมาตรฐานไปบ้างเพื่อให้เป็นจุดเด่นของแต่ละโปรแกรมไป












ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น