ฐานข้อมูล
ฐานข้อมูล (Database)
หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็น ฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่นกัน เช่น ในสำนักงานก็รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่มาติดต่อจนถึงการเก็บเอกสารทุกอย่างของสำนักงาน
หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็น ฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่นกัน เช่น ในสำนักงานก็รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่มาติดต่อจนถึงการเก็บเอกสารทุกอย่างของสำนักงาน
ระบบฐานข้อมูล
(Database
System)
หมายถึง หมายถึงโครงสร้างสารสนเทศที่ประกอบด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันที่จะนำมาใช้ในระบบต่างๆ ร่วมกันระบบฐานข้อมูล จึงนับว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบซึ่งผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้งการเพิ่ม การแก้ไข การลบ ตลอดจนการเรียกดูข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์นำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการฐานข้อมูล
หมายถึง หมายถึงโครงสร้างสารสนเทศที่ประกอบด้วยรายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันที่จะนำมาใช้ในระบบต่างๆ ร่วมกันระบบฐานข้อมูล จึงนับว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบซึ่งผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ในลักษณะต่าง ๆ ทั้งการเพิ่ม การแก้ไข การลบ ตลอดจนการเรียกดูข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์นำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการฐานข้อมูล
รูปแบบของระบบฐานข้อมูล
รูปแบบของระบบฐานข้อมูล
มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ
1.
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตาราง (Table) มีความความสัมพันธ์กัน (Relation) มีลักษณะเป็น
2 มิติ คือ เป็นแถว (row) และเป็นคอลัมน์ (column)
การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะเชื่อมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ (attribute) หรือ คอลัมน์ที่เหมือนกันทั้งสองตารางเป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูลฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นี้จะเป็นรูปแบบของฐานข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ดังตัวอย่าง
2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะเป็นการรวมระเบียนต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนแต่จะต่างกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์คือ
ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะแฝงความสัมพันธ์เอาไว้โดยระเบียนที่มีความสัมพันธ์กันจะต้องมีค่าของข้อมูลในแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งเหมือนกัน แต่ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะแสดงความสัมพันธ์อย่างชัดเจน
3. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database) ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเป็นโครงสร้างที่จัดเก็บข้อมูล
ในลักษณะความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูก (Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรือเป็นโครงสร้างรูปแบบต้นไม้ (Tree) ข้อมูลที่จัดเก็บในที่นี้ คือ ระเบียน (Record) ซึ่งประกอบด้วยค่าของเขตข้อมูล (Field) ของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ
3. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database) ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเป็นโครงสร้างที่จัดเก็บข้อมูล
ในลักษณะความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูก (Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรือเป็นโครงสร้างรูปแบบต้นไม้ (Tree) ข้อมูลที่จัดเก็บในที่นี้ คือ ระเบียน (Record) ซึ่งประกอบด้วยค่าของเขตข้อมูล (Field) ของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ
ระบบฐานข้อมูลประกอบส่วนประกอบหลัก4 ส่วนได้แก่
1. ข้อมูล
(Data)ข้อมูลในฐานข้อมูลจะต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ
- เบ็ดเสร็จ (Integrate)ฐานข้อมูลเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มต่างๆ ไว้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อลดข้อมูลซ้ำซ้อนระหว่างแฟ้ม
- ใช้ร่วมกันได้ (Share)ข้อมูลแต่ละชิ้นในฐานข้อมูลสามารถนำมาแบ่งใช้กันได้ระหว่างผู้ใช้ต่างๆ ในระบบ
2. ฮาร์ดแวร์
(Hardware) ประกอบด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูลเช่นจานแม่เหล็ก
, I/O device , Device controller ,
I/O channels , หน่วยประมวลผลและหน่วยความจำหลัก
3. ซอฟต์แวร์
(Sorftware)ตัวกลางเชื่อมระหว่างฐานข้อมูลและผู้ใช้คือ DBMS เป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญที่สุดของระบบฐานข้อมูลนอกจากนี้ยังมี
Utility , Application Develoment tool , Desisn aids , Report writers ,
ect.
4. ผู้ใช้
(Users) มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- Application Programmer เขียนโปรแกรมประยุกต์
- End Users ผู้ใช้ที่อยู่กับ Online terminal เข้าถึงข้อมูลโดยผ่านโปรแกรมประยุกต์หรือผ่านภาษาเรียกค้น (Query Language)
- Data Addministrator& Database Administrator
DA ผู้บริหารอาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลใดในฐานข้อมูลก่อนและกำหนดนโยบายการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
DBA ผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพเป็นผู้สร้างฐานข้อมูลและนำมาใช้งานจริงโดยควบคุมทางด้านเทคนิคที่จำเป็นในการดำเนินนโยบายที่กำหนดโดย DA
โครงสร้างข้อมูล
ข้อมูล
(Data) หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ก็ได้ข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำและเป็นปัจจุบัน เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชื่อ
ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์คะแนนของนักเรียน รายงาน บันทึก ฯลฯ
โครงสร้าง (Structure) คือ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม
โครงสร้างข้อมูล (Data Structure) คือ การจัดเตรียมรูปแบบการเก็บข้อมูลในหน่วยความจำอย่างมีระเบียบแบบแผน
การแทนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง ตลอดจนกรรมวิธีการเข้าถึงข้อมูลในโครงสร้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้าง (Structure) คือ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม
โครงสร้างข้อมูล (Data Structure) คือ การจัดเตรียมรูปแบบการเก็บข้อมูลในหน่วยความจำอย่างมีระเบียบแบบแผน
การแทนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง ตลอดจนกรรมวิธีการเข้าถึงข้อมูลในโครงสร้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
1. รหัส (Code) คือ สัญลักษณ์ใช้แทนข้อมูล โดยปกติใช้เลขฐานสองเป็นรหัส
2. บิท (Bit : Binary Digit) คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บในลักษณะของเลขฐานสอง คือ 0 และ 1
3. ไบต์ (Byte) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระ หรือตัวอักษร (Character)
4. อักขระ (Character) คือ รูปแบบ หรือ สัญลักษณ์ที่ใช้แทนภาษาของมนุษย์ แบ่งได้ ดังนี้
4.1 ตัวอักษร (Font)ได้แก่ A-Z,ก-ฮ เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ได้แก่ 0-9 เป็นต้น
4.3 เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ (Symbol)ได้แก่ @, &, $ เป็นต้น
5. คำ (Word) คือ กลุ่มของอักขระรวมกันเป็นความหมาย
6. เขตข้อมูล (Field) คือ ข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากไบต์หรือตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป
มารวมกันแล้วได้ความหมายเป็นคำ เป็นข้อความหรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ชื่อบุคคล ตำแหน่ง อายุ
7. ระเบียน (Record) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำเอาฟิลด์หรือเขตข้อมูลหลายๆเขตข้อมูลที่เกี่ยวข้องมารวมกัน
เพื่อเกิดเป็นรายการข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ข้อมูลพนักงาน1 ระเบียน (1 คน) จะประกอบด้วย
รหัสพนักงาน ชื่อ-สกุล ที่อยู่ ตำแหน่งเงินเดือน เป็นต้น
8. แฟ้มข้อมูล (File) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลายระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น แฟ้มข้อมูล
พนักงาน แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลสินค้า เป็นต้น
2. บิท (Bit : Binary Digit) คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บในลักษณะของเลขฐานสอง คือ 0 และ 1
3. ไบต์ (Byte) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระ หรือตัวอักษร (Character)
4. อักขระ (Character) คือ รูปแบบ หรือ สัญลักษณ์ที่ใช้แทนภาษาของมนุษย์ แบ่งได้ ดังนี้
4.1 ตัวอักษร (Font)ได้แก่ A-Z,ก-ฮ เป็นต้น
4.2 ตัวเลข (Number) ได้แก่ 0-9 เป็นต้น
4.3 เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ (Symbol)ได้แก่ @, &, $ เป็นต้น
5. คำ (Word) คือ กลุ่มของอักขระรวมกันเป็นความหมาย
6. เขตข้อมูล (Field) คือ ข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากไบต์หรือตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป
มารวมกันแล้วได้ความหมายเป็นคำ เป็นข้อความหรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ชื่อบุคคล ตำแหน่ง อายุ
7. ระเบียน (Record) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำเอาฟิลด์หรือเขตข้อมูลหลายๆเขตข้อมูลที่เกี่ยวข้องมารวมกัน
เพื่อเกิดเป็นรายการข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ข้อมูลพนักงาน1 ระเบียน (1 คน) จะประกอบด้วย
รหัสพนักงาน ชื่อ-สกุล ที่อยู่ ตำแหน่งเงินเดือน เป็นต้น
8. แฟ้มข้อมูล (File) คือ ข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลายระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น แฟ้มข้อมูล
พนักงาน แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลสินค้า เป็นต้น
ระบบจัดการฐานข้อมูล
(Database
Management System) : DBMS
หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง
ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล ก็คือ DBMS
นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น
ประเภทของ KEY
1. Primary Key (คีย์หลัก)
1.
เป็น
Attribute ที่มีคุณสมบัติของข้อมูลที่เป็นค่าเอกลักษณ์หรือมีค่าที่ไม่ซ้ำกันคุณสมบัติดังกล่าวจะสามารถระบุว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลของ
Tuple ใด เช่น รหัสพนักงานเลขที่ 3001 สามารถระบุได้ว่าเป็นของพนักงานชื่อดวงพร
Attribute ที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักอาจประกอบด้วยหลาย
Attribute รวมกันเรียกว่า Composite Key (คีย์ผสม)นอกจากนี้ใน
Relation หนึ่งๆ อาจมี Attribute ที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักได้มากกว่าหนึ่งAttribute
เรียก Attribute เหล่านี้ว่า Candidate
Key (คีย์คู่แข่ง)ถ้า Attribute หนึ่งถูกกำหนดให้เป็นคีย์หลักอีก
Attribute หนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักแต่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นคีย์หลักจะเรียกว่าคีย์สำรอง
(Alternate Key)
2. Foreign Key (คีย์นอก)
เป็น Attribute
ใน Relation หนึ่งที่ใช้อ้างอิงถึง
Attribute เดียวกันนี้ในอีก Relation หนึ่ง
โดยที่ Attribute นี้มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักใน Relation
ที่ถูกอ้างอิง การมี Attribute นี้ปรากฏอยู่ในRelation
ทั้งสองก็เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูล
ประโยชน์ของฐานข้อมูล
ประโยชน์ของการนำข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาใช้งานร่วมกันเป็นฐานข้อมูลมีดังต่อไปนี้
1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy)
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูล (Data Inconsistency)
3. แต่ละหน่วยในองค์กรสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
4. กำหนดรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถเข้าใจและสื่อสารถึงความหมายเดียวกัน
5. กำหนดระดับความสามารถในการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนให้แตกต่างกันตามความรับผิดชอบ
6. รักษาความถูกต้องของข้อมูลได้
7. ตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูลในหลายรูปแบบ
8. สามารถแก้ไขโครงสร้างข้อมูลได้อย่างอิสระ
1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy)
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูล (Data Inconsistency)
3. แต่ละหน่วยในองค์กรสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
4. กำหนดรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถเข้าใจและสื่อสารถึงความหมายเดียวกัน
5. กำหนดระดับความสามารถในการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนให้แตกต่างกันตามความรับผิดชอบ
6. รักษาความถูกต้องของข้อมูลได้
7. ตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูลในหลายรูปแบบ
8. สามารถแก้ไขโครงสร้างข้อมูลได้อย่างอิสระ
คำศัพท์ในระบบฐานข้อมูล
1. Bit
|
หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด
8 bits = 1 byte (B) 1024 bytes = 1 Kilobyte (KB) 1024 Kilobytes = 1 Megabyte (MB) 1024 Megabytes = 1 Gigabyte (GB) 1024 Gigabytes = 1 Terabyte (TB) |
2. Byte
|
หน่วยของข้อมูลเกิดจากการนำเอาบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระ (Character)
|
3. Field
|
ข้อมูลในแต่ละ คอลัมน์ของตารางที่ประกอบจากตัวอักขระ เช่น ชื่อ นามสกุล
|
4. Record
|
ข้อมูลในแต่ละแถวของตารางมารวมกันเป็นข้อมูลหนึ่งข้อมูล
|
5. File
|
เขตข้อมูลที่เกิดจากการเอา Record หลายๆ Record
มารวมกันจนเป็นไฟล์ เช่น
|
ไฟล์ข้อมูลนักเรียน ไฟล์ข้อมูลพนักงานในบริษัท เป็นต้น
|
|
6. Entity
|
สิ่งที่ผู้ใช้งานฐานข้อมูลต้องการจะจัดเก็บ
ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมคือสามารถมองเห็นได้ด้วยตา
เช่น บุคคล สถานที่ สิ่งของ เป็นต้น หรืออยู่ในรูปของนามธรรมคือไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เช่น การลงทะเบียน การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อ ตัวอย่าง :ระบบการลงทะเบียน จะประกอบด้วย Entity รายวิชา, นักศึกษา, การลงทะเบียน, ผลการเรียนประจำเทอม, สาขาวิชา และคณะ เป็นต้น ดังนั้น Entity จึงมีความหมายเหมือนกับ แฟ้มข้อมูล (File) หรือตาราง (Table) ในโครงสร้างข้อมูล |
7. Attribute
|
รายละเอียดของข้อมูลใน Entity เช่น Entity นักศึกษา ประกอบด้วย Attribute รหัสนักศึกษา ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่
คณะ สาขาวิชา เป็นต้น หรือ Entity พนักงาน ประกอบด้วย Attribute รหัสพนักงาน ชื่อ-นามสกุล แผนก เงินเดือน ดังนั้น Attribute จึงมีความหมายเหมือนกับ เขตข้อมูล (Field) รายละเอียดของ Entity ที่ใช้อธิบายรายละเอียดของ Entity หนึ่งๆ เช่น - แอตติบิวส์เลขประจำตัวนักเรียน - แอตติบิวส์ชื่อนักเรียน - แอตติบิวส์ที่อยู่นักเรียน |
8. Relationships
|
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้เช่น
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้นักศึกษาและเอนทิตี้คณะวิชา เป็นลักษณะว่านักศึกษา
แต่ละคนเรียนอยู่คณะวิชาใดคณะวิชาหนึ่ง |
9. Data
|
ข้อมูล ประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ
|
10.Data Type
|
ประเภทข้อมูล ที่ต้องกำหนดให้เหมาะสมในแต่ละชนิดของ Field Name
|
11.
Database
|
ฐานข้อมูล
|
12.
Primary
Key
|
คีย์หลักที่กำหนดจากฟิลด์ที่ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อนในตารางเดียวกันโดยเด็ดขาด
และจะต้องมีค่าเสมอ จะเป็นค่าว่างไม่ได้
สามารถนำมาจัดเรียงลำดับและแยกแยะข้อมูลแต่ละรายการออกจากกันได้เป็นอย่างดี |
ความสำคัญของการประมวลผลแบบระบบฐานข้อมูล
จากการจัดเก็บข้อมูลรวมเป็นฐานข้อมูลจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Redundancy)
ดังนั้นการนำข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล
จะชาวยลดปัญหาการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database
Management System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้ำซ้อนได้เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูลซ้ำซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง
2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็จะทำให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกันอาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่
จึงก่อใให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น (Inconsistency)
3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน
ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆก็จะทำได้โดยง่าย
4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
บางครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเช่นจากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อนจากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัวเลขหนึ่งโดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกันหากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งแก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วยในระบบจัดการฐานข้อมูล
(DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น
5. สามารถกำหนดความป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้
การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูลจะทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่างๆ
ในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้
เช่นการกำหนดรูปแบบการเขียนวันที่ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน
ทั้งนี้จะมีผู้ที่คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่าผู้บริหารฐานข้อมูล (Database
Administrator : DBA) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานต่างๆ
6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้
ระบบความปลอดภัยในที่นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบผู้บริหารฐานข้อมูลจะสามารถกำหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะสม
7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล
ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลโปรแกรมต่าง
ๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง
ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้งจึงอาจกระทำเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว
ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง
|
โปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้
โปรแกรมฐานข้อมูล
เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่างๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล
ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บ การเรียกใช้ การปรับปรุงข้อมูล
โปรแกรมฐานข้อมูล
จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วซึ่งโปรแกรมฐานข้อมมูลที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกันหลายตัว
เช่น Access, FoxPro, Clipper, dBase, FoxBase, Oracle, SQL เป็นต้น
โดยแต่ละโปรแกรมจะมีความสามารถต่างกันบางโปรแกรมใช้ง่ายแต่จะจำกัดขอบเขตการใช้งาน
บ่งโปรแกรมใช้งานยากกว่าแต่จะมีความสามารถในการทำงานมากกว่า
โปรแกรม Access นับเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากในขณะนี้
โดยเฉพาะในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่สามารถสร้างแบบฟอร์มที่ต้องการจะเรียกดูข้อมูลในฐานข้อมูล
หลังจากบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้วจะสามารถค้นหาหรือเรียกดูข้อมูลจากเขตข้อมูลใดก็ได้
นอกจากนี้ Access ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
โดยการกำหนดรหัสผ่านเพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลในระบบได้ด้วย
โปรแกรม FoxPro เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด
เนื่องจากใช้ง่ายทั้งวิธีการเรียกจากเมนูของ FoxPro และประยุกต์โปรแกรมขึ้นใช้งาน
โปรแกรมที่เขียนด้วย FoxPro จะสามารถใช้กลับ dBase คำสั่งและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ใน dBase จะสามารถใช้งานบน
FoxPro ได้ นอกจากนี้ใน FoxPro ยังมีเครื่องมือช่วยในการเขียนโปรแกรม
เช่นการสร้างรายงาน
โปรแกรม dBase เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลชนิดหนึ่ง
การใช้งานจะคล้ายกับโปรแกรม FoxPro ข้อมูลรายงานที่อยู่ในไฟล์บน
dBase จะสามารถส่งไปประมวลผลในโปรแกรม Word
Processor ได้ และแม้แต่ Excel ก็สามารถอ่านไฟล์
.DBF ที่สร้างขึ้นโดยโปรแกรม dBase ได้ด้วย
โปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
มีประสิทธิภาพการทำงานสูง
สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่งโปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
และเป็นภาษาหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันมากโดยทั่วไปโปรแกรมฐานข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ
ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น Oracle, DB2 ก็มักจะมีคำสั่ง SQL
ที่ต่างจากมาตรฐานไปบ้างเพื่อให้เป็นจุดเด่นของแต่ละโปรแกรมไป
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น